ชายคนหนึ่งโทรศัพท์ไปที่ศูนย์แท็กซี่ บอกว่าเขาอยากให้แท็กซี่สักคันมารับเขาที่บ้านเวลา 5.15 . เพื่อไปส่งเขาที่สนามบินดอนเมือง

 

และเมื่อเวลา 5.15 . มาถึง ชายคนนี้ก็พบว่ามีแท็กซี่มารออยู่หน้าบ้านเรียบร้อย ถึงแม้ว่ารถจะเก่าไปสักหน่อย อีกทั้งคนขับจะแก่ไปสักนิด แต่เขาก็โอเค

 

ทันทีที่ชายคนนี้ขึ้นรถ คนขับแท็กซี่ก็เริ่มเปิดปากหาเรื่องคุยกับผู้โดยสารทันที

 

ซอยแถวนี้นี่เปลี่ยวจริงๆนะครับ นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะเดินทางไปไหนมาไหนคงลำบากน่าดู

 

ชายคนนี้ไม่พูดอะไร ส่วนคนขับรถก็ยังคงจ้อไม่หยุด

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาเลยนะครับ ยกหูโทรศัพท์โทรกริ๊งเดียว ก็มีแท็กซี่มารับถึงที่ แถมถ้าลืมของไว้ ก็ได้คืน เพราะทางศูนย์เขาช่วยติดตามให้ดีจริงๆเลยนะครับ

 

คนขับรถมีท่าทีติดลม

 

ต่างกับเมื่อ 20 กว่าปีก่อนลิบลับเลยนะครับ ตอนนั้น ถ้าจะนั่งแท็กซี่ ก็ต้องวิ่งหากันเอง กว่าจะหาได้ก็ลิ้นห้อยหอบแฮ่กๆ แล้วยิ่งเป็นเวลากลางคืนแบบนี้ ก็ยิ่งหาแท็กซี่ยากกว่าหลายเท่าตัวเลยล่ะครับ

 

ชายคนนี้ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ แต่คนขับรถกลับคิดว่าการถอนหายใจนั้นเป็นการแสดงความไม่เชื่อในสิ่งที่คนขับรถกำลังพูดอยู่

 

จริงๆนะ ผมไม่ได้โม้! เมื่อ 20 กว่าปีก่อนนี่ ผมเจอเองกับตัวเลย ตอนนั้น ลูกชายผมมันป่วยหนัก ชักดิ้นแหง็กๆๆๆ ผมเนี่ยวิ่งหาแท็กซี่ทั้งคืนเลย แต่มันหายากจริงจริ๊งงงง หาเท่าไหร่ ผมก็หาไม่เจอสักคัน

 

“…”

 

พอหาแท็กซี่ไม่ได้ ผมก็เลยอุ้มลูกวิ่งไปเรียกเพื่อนบ้าน พอดีไอ้เพื่อนบ้านผมคนนี้มันมีรถปิคอัพ ผมเลยตะโกนขอให้มันช่วยขับรถไปส่งลูกผมที่โรงพยาบาลคุณรู้มั๊ยว่ามันคิดเงินผมเท่าไหร่

 

ผมไม่รู้หรอก

 

เดาเล่นๆดูหน่อยน่า

 

ชายคนนี้ชักเริ่มรู้สึกหงุดหงิดหัวใจแค่บ่นไม่หยุดมันก็น่าถีบมากพอแล้ว ยังเสือกมาให้เดาอีกวุ้ย

 

ผมไม่เดาหรอก คุณอยากเล่าก็เล่ามาเถอะ

 

คุณเชื่อมั๊ย แม่งฟันผมตั้ง 500 บาท ทั้งๆที่ถ้าผมเรียกแท็กซี่ได้ อย่างเก่งผมก็ต้องจ่ายแค่ร้อยเดียว แม่งแล้งน้ำใจกันฉิบเป๋ง บ้านใกล้เรือนเคียงกันแท้ๆ

 

คนขับรถด่าเพื่อนบ้านของเขาคนนี้ต่อไปอีกพักใหญ่ จึงค่อยหยุดพักหายใจ ชายคนนี้จึงใช้จังหวะที่หยุดพักหายใจนี้ถามขึ้นว่า

 

คุณชื่ออะไรครับ

 

นิยม

 

คุณนิยมขับรถแท็กซี่มากี่ปีแล้วครับ

 

ปีนี้ก็ขึ้นปีที่ 13 แล้วครับ

 

แล้ววันนึง คุณนิยมขับรถกี่ชั่วโมงครับ

 

กะนึงของจริงก็ 12 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเอากันจริงๆ แค่ 7-8 ชั่วโมงก็จะลิ้นห้อยอยู่แล้ว

 

คุณนิยม สมมติวันนี้ คุณนิยมขับ 8 ชั่วโมงเต็ม แล้วขณะที่คุณกำลังนอนหลับพักผ่อนหลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวันอยู่ดีๆ แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาปลุกให้คุณนิยมตื่น บอกว่าจะให้ 700 บาท พร้อมกับขอให้คุณนิยมพาเขาไปส่งสนามบินให้หน่อย คุณนิยมจะไปมั๊ย

 

โอยยยยยยยยย ไม่ไปหรอกครับ เงินมันเยอะก็จริง แต่ผมคงไม่ไหวหรอก ทำงานเหนื่อยๆมาทั้งวัน ผมอยากพักบ้าง

 

นั่นซิครับ นี่ขนาดขับรถเป็นอาชีพ คุณนิยมยังไม่ไหวเลย คุณลองนึกถึงเพื่อนบ้านคุณคนนั้นสิครับ เขาก็ทำงานเหมือนกับคุณ อาจจะหนักกว่าคุณก็ได้ เขาแทบจะไม่มีทางเลือกเลยตอนที่คุณนิยมอุ้มลูกที่กำลังชักดิ้นชักงอไปขอความช่วยเหลือจากเขา

 

“…”

 

คุณนิยมคิดดูนะครับ ถ้าวันนั้น คุณไม่ได้เพื่อนบ้านของคุณคนนี้ช่วยไว้ ลูกของคุณคงต้องตายแน่ๆ คุณเป็นหนี้บุญคุณเพื่อนบ้านคนนี้ของคุณนะครับ แต่แทนที่คุณจะรู้สึกขอบคุณเขา คุณกลับมาด่าเขาให้ผมฟัง และผมก็เชื่อว่าผมคงไม่ใช่ผู้โดยสารคนแรกที่คุณเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอีกด้วย…”

 

สายตาของคนขับรถที่มองชายคนนี้ทำให้เขาต้องหุบปากทันที

 

ในขณะที่ชายคนนี้กำลังคิดอยู่ว่า เห็นที คงได้ต่อยกับคนแก่แน่ๆ นั้นเอง คนขับรถก็ค่อยๆพูดขึ้นมาว่า

 

นั่นซิเนอะ ทำไมผมถึงไม่เคยคิดแบบนี้ ผมด่าเขามาตลอดเลย

 

“…”

 

ผมขอยอมรับเลยนะครับว่าตอนที่ผมเสนอจะจ่ายเงินให้กับเพื่อนบ้านของผมนั้นน่ะผมกะให้เขาปฏิเสธ มาคิดดูตอนนี้ ผมนี่เห็นแก่ตัวมากเลยนะครับ แถมถ้าจะพูดกันจริงๆ ชีวิตลูกผมมีค่ามากกว่าเงิน 500 บาทตั้งเยอะ

 

คนขับรถหันหน้ามามองชายคนนี้

 

คุณคิดว่ามันสายไปมั๊ยครับ ถ้าผมจะไปขอโทษเขา

 

ชายคนนี้ยิ้มเล็กน้อย

 

คุณนิยมไม่จำเป็นต้องไปขอโทษเพื่อนบ้านของคุณหรอก เพราะเพื่อนบ้านของคุณคนนั้น เขาไม่เคยทุกข์ร้อนอะไรกับเหตุการณ์ในวันนั้นเลยสักนิดเดียว

 

จริงเหรอครับ…”

 

จริงซิครับ ผมเชื่อเลยว่าเพื่อนของคุณต้องจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นประมาณว่า ครั้งหนึ่ง เขาเคยช่วยชีวิตเด็กคนนึงไว้ แถมพ่อของเด็กคนนั้นก็แฟร์ดีเหมือนกันนะ มีการถามด้วยว่าจะเอาเท่าไหร่ พอบอก 500 ก็ให้ 500 ไม่มีการต่อรองเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“…”

 

เพื่อนบ้านของคุณเขามีความสุขตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าลูกของคุณนิยมรอดชีวิตแล้วละครับ คุณเองเสียอีกที่ทุกข์มาตลอด 20 กว่าปีมานี้ ผมสังเกตเห็นนะ ตอนคุณเล่าเรื่องน่ะ สายตาของคุณจะเกร็งเขม็ง เหงื่อไหลท่วมด้วยความโกรธ มือไม้ก็สั่น ขับรถโฉบไปเฉี่ยวมาจนผมเสียวว่าจะชนเสาไฟฟ้าคุณโดนธรรมชาติลงโทษเรียบร้อยแล้วละครับ ตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้

 

รถแท็กซี่จอดลงที่หน้าสนามบินดอนเมือง

 

คนขับรถพูดขึ้นมาว่า

 

ขออนุญาตไม่รับค่าโดยสารครับ

 

รับไว้เถอะครับ ผมไม่ได้เดือนร้อนอะไร

 

ชายคนนี้ควักเงินส่งให้คนขับรถ 180 บาทตามมิเตอร์ พร้อมกับทิปไปด้วยอีก 20 บาท

 

รู้มั๊ยครับว่าคนขับรถทำอย่างไร

 

เขาก้มลงกราบชายคนนี้ที่พื้นสนามบินดอนเมืองเลยทีเดียว

Comment

Comment:

Tweet

คุณ orthodox คิดลึกไปหน่อยหรือเปล่าครับ :)

#2 By krutcher on 2010-03-21 12:56

สรุปคือ ซวยดันไปเจอกันอีกครั้งบนถนน

#1 By orthodox on 2010-03-21 11:04