บ้านหลังนี้เป็นของใคร

posted on 16 Mar 2010 18:34 by lessons-in-my-life

ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ชายพเนจรยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่นิดเดียว ความหิวที่คุ้นเคยกำลังทำให้เขาตาลายจนเห็นอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม เขาชินกับมันแล้ว เขารู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง เปล่าประโยชน์ที่จะสนใจ แต่ครั้งนี้มีอะไรแปลกๆ เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือชายคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเขาเอง และชายคนนั้นกำลังพูดกับเขา แปลกจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดอาการตาลาย สิ่งที่เขาเห็นไม่เคย พูด กับเขามาก่อนเลยสักครั้งเดียว ชายพเนจรได้แต่สงสัย แต่สุดท้ายก็หมดแรงแม้แต่จะสงสัย

 

มารู้ตัวอีกที ชายพเนจรกำลังนอนอยู่บนเตียง ใช่แล้ว เขากำลังนอนอยู่บนเตียงจริงๆ นี่ไม่ใช่ความฝัน และชายคนนั้นที่เขาเห็นก่อนที่จะเป็นลมล้มพับไปก็ไม่ได้เกิดจากอาการตาลาย ชายคนนั้นเป็นคนจริงๆ เตียงที่เขานอนอยู่นี้เป็นของชายคนนั้น นี่แสดงว่าชายคนนั้นต้องเป็นคนหิ้วเขาเข้ามาอยู่ในบ้านแน่ๆ น้ำใจของชายคนนั้นทำให้ชายพเนจรรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก และความซาบซึ้งดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อชายคนนั้นกล่าวชักชวน ให้เขาทานข้าวและอยู่ค้างที่บ้านสักคืนหนึ่ง

 

ทุกอย่างดูเหมือนจะ เรียบร้อย แต่แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นในตอนเช้า ชายพเนจรเริ่มทำตัวราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง เขาตะโกนเรียกร้องให้ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านทำนู่นทำนี่ให้อยู่ตลอดเวลา พอเรียกร้องมากๆเข้า คำพูดเรียกร้องเหล่านั้นก็กลายเป็นคำสั่ง ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ดีแสนดี ยอมทำตามทุกอย่าง เพราะคิดว่าไหนๆ ชายพเนจรก็จะไปแล้ว ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านอยากให้การจากไปของชายพเนจรเป็นการจากไปที่ดีและน่า ประทับใจ

 

ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านคิดเช่นนี้โดยหารู้ไม่ว่าชายพเนจรไม่ มีความคิดที่จะไปอีกแล้ว จากที่ตอนแรกพูดคุยกันไว้ว่าจะขอค้างแค่คืนเดียว ไปๆมาๆ มันชักจะกลายเป็นสองคืน สามคืน สี่คืน ห้าคืน เผลอไปอีกแป๊บเดียว ก็กลายเป็นหนึ่งอาทิตย์ ตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้าน ชายพเนจรก็จะคอยออกคำสั่งกับชายผู้เป็นเจ้าของบ้านราวกับคิดว่าชายผู้เป็น เจ้าของบ้านเป็นคนรับใช้เสียนี่

 

จนในที่สุด ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านทนไม่ไหวอีกแล้ว เขาหยิบปืนลูกซองประจำตัวแล้วเดินเข้าไปหาชายพเนจร เขาบอกให้ชายพเนจรออกไป มิฉะนั้น เขาจะยิง ชายทั้งสองเถียงกันไปเถียงกันมาเสียงดังจนเพื่อนบ้านได้ยินกันทั้งซอย รวมทั้งพระรูปหนึ่งที่บังเอิญกำลังเดินบิณฑบาตอยู่แถวนั้นพอดี

 

พระรูปนั้นฟังเสียง ของชายทั้งสองอยู่พักหนึ่งจนพอจะจับใจความได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ท่านจึงถือโอกาสใช้ตัวอย่างนี้สอนกับญาติโยมที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่ว่า พวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรจากชายพเนจรนักหรอก พวกเราในความเป็นจริงเป็นดวงจิต เป็นแค่พลังงานรูปหนึ่ง ส่วนร่างกายของ เราแล้วแท้จริงก็เป็นเพียงแค่บ้านที่ดวงจิตของพวกเราเข้าไปขออาศัยอยู่เพียง ชั่วคราวเท่านั้น แต่พวกเราดันทึกทักไปเองว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา พอจะต้องไป เกิดความทุกข์แบบเดียวกับชายพเนจรคนนั้นนั่นแหละ ขอให้พวกโยมจำไว้ให้ดีเถอะนะ

 

เจริญพร

 

Comment

Comment:

Tweet